สภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมของอเมริกา

  ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีเนื้อที่กว้างประมาณ 9.8 ล้านตารางกิโลเมตร มีขนาดระหว่างอันดับที่ 3 และอันดับที่ 4 ของโลก มีรัฐแอลาสกาอยู่ทางตอนเหนือเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดและมีหมู่เกาะฮาวายเป็นหมู่เกาะที่สวยงามที่สุด ประเทศสหรัฐอเมริกามีภูมิประเทศที่แตกต่างกันไปตามแต่ละภาคของประเทศ เช่น ที่ราบชายฝั่งทะเลแอตแลนติกให้ทางลึกเข้าไปในแผ่นดินเป็นป่าผลัดใบและรอยคลื่นพีดมอนต์ ทางภาคกลางของประเทศประกอบด้วย แม่น้ำมิซิซิปปี้ – มิสซูรี ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับที่ 4 ของโลกไหลผ่านภาคกลางของประเทศ รวมถึงประกอบด้วยพื้นที่ราบของทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ทางตะวันตกประกอบด้วยเทือกเขาร็อคกี้ และทะเลทราย รวมถึงผาหินจำนวนมาก พื้นที่ของสหรัฐอเมริกานั้นมีภูมิศาสตร์และสภาพอากาศที่แตกต่างกันและมีความหลากหลายมากที่สุดของโลก ทางตะวันตกจะเป็นแนวเทือกเขาร็อคกี้ มีความสูงกว่า 4,300 เมตร ริมชายฝั่งตะวันตกประกอบด้วยเขตทะเลทรายแบบหินมีต้นไม้เขตร้อนขึ้นและมีแผ่นดินไหวตามแนวรอยเลื่อน รวมถึงภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีภูเขาไฟและเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติเยลโล่ว์สโตน ซึ่งเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ในรัฐของภาคกลางของสหรัฐหรือรัฐที่ติดกับอ่าวแม็กซิโก มักจะประสบเหตุกับสภาพอากาศที่รุนแรง เช่น เฮอริเคน และทอร์นาโด ซึ่งส่วนมากทอร์นาโดจะเกิดที่สหรัฐมากที่สุดในโลก รวมถึงส่วนที่ติดริมฝั่งแม่น้ำมิซิซิปปี้มักจะประสบกับน้ำท่วมรุนแรงเนื่องจากส่วนภาคกลางเป็นพื้นที่ต่ำ และในส่วนตะวันออกก็จะประสบเหตุกับสภาวะอากาศหนาวเย็นรุนแรง รวมถึงพายุเฮอริเคนในรัฐฟอร์ลิดา

สงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่ 2

  ในขณะที่ญี่ปุ่นกำลังมีชัยอย่างมากของสงคราม ประมาณการว่ามีเชลยศึกของประเทศต่างๆมากถึง 30 ล้านคน กระจายอยู่ทั่วโลก ในประเทศไทยเองก็มีการสร้างเส้นทางรถไฟโดยใช้เชลยสงครามทั้ง ชาวต่างชาติรวมถึง ชาวไทยที่ไม่ยอมก้มหัวให้ โดยทางรถไฟแห่งนี้ชื่อว่า ทางรถไฟสายมรณะ อยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ในการสร้างนั้นมีผู้คนเสียชีวิตจำนวนมาก ในขณะที่อเมริกาและอังกฤษได้ระดมเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่กรุงเทพ เพื่อปิดเส้นทางของญี่ปุ่น กรุงเทพได้รับความเสียหายมากในช่วงสงครามโลก รวมถึงภาวะข้าวยากหมากแพง สินค้าต่างๆมีการขึ้นราคาอย่างมากอีกทั้งไทยอย่างประสบภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ในสมัยนั้น ประชาชนบางส่วนต้องอพยพจากฝั่งกรุงเทพไปยังแถบชนบทเพื่อหนีจากการทิ้งระเบิดของกองทัพสหรัฐ ต่อมาสหรัฐได้คิดค้นระเบิดที่มีอนุภาพมหาศาล คือ ระเบิดปรมณู เพื่อนำไปทิ้งที่เมืองสำคัญของญี่ปุ่น และในวันที่ 6 สิงหาคม ปี พ.ศ. 2488 เครื่องบินของกองทัพสหรัฐได้นำระเบิด 2 ลูกมาทิ้งที่เมืองฮิโรชิม่า และ นางาซากิ ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายล้านคน อานุภาพของระเบิดนี้กองทัพสหรัฐได้ขู่ญี่ปุ่นว่าจะนำไปทิ้งที่เมืองเกียวโต เมืองหลวงในตอนนั้น ทำให้ฝ่ายญี่ปุ่นประกาศแพ้สงครามยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ในที่สุด แม้ว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 จะยุติลงแล้ว แต่บาดแผลของผู้รอดชีวิตยังคงไม่อาจลืมเลือนได้ ประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ราว 60 ล้านคนทั่วโลก ทั้งทหารที่ล้มตายจากสงคราม ประชาชนที่อดอยากและประสบกับภาวะโรคระบาด รวมถึงเชลยที่ถูกเกณฑ์จากประเทศต่างๆทั่วโลก นับว่าเป็นผลพวงจากการกระทำของมนุษย์ที่ต้องการอำนาจและความเป็นใหญ่

สงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่ 1

   อเมริกากลายเป็นประเทศที่ได้ทำสงครามเต็มรูปแบบ และครั้งนี้เป็นสงครามที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา สงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นราวปี 1939 – 1945 ซึ่งส่วนมากแล้วเกี่ยวข้องกับประเทศมหาอำนาจของโลกและประเทศตามภูมิภาคต่างๆ ประเทศผู้ร่วมสงครามรวมตัวกันเป็นพันธมิตรทางทหารคู่สงครามสองฝ่าย คือ ฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะ ระหว่างสงครามมีการระดมทหารกว่า 100 ล้านนายสงครามโลกครั้งที่สองก่อให้เกิดความร่วมมืออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในหลายประเทศ เพราะในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นการระดมคนจำนวนมากเข้ามาประหัตประหารกัน จุดเริ่มตันของสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นเมื่อ ญี่ปุ่นได้วางแผนในการยึดครองอาณานิคมของชาติยุโรปในทวีปเอเชียอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะสร้างแนวป้องกันขนาดใหญ่ซึ่งลากยาวผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง เพื่ออำนวยความสะดวกในการแสวงหาทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างอิสระ วันที่ 7 ธันวาคม ปี 1941 ญี่ปุ่นได้นำกองทัพเครื่องบินทิ้งระเบิดอย่างฉับพลันที่บริเวณฐานทัพเรือและทัพอากาศของสหรัฐบริเวณอ่าวเพิร์ล ฮาเบิล รัฐฮาวายในช่วงเช้า ทำให้มีทหาร พลเรือน หน่วยแพทย์ เสียชีวิตจำนวนมาก ต่อมาสหรัฐได้ประกาศสงครามกับญี่ปุ่นเต็มรูปแบบ ญี่ปุ่นยึดครองดินแดนทางฝั่งเอเชียต่างๆ ในหลายประเทศได้สำเร็จ สำหรับในประเทศไทยญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกบริเวณจังหวัดประจวบขีรีขัน ครั้งนั้นทหารไทยได้พ่ายแพ้ต่อทหารญี่ปุ่น ทางการไทยได้เจรจาซึ่งจุดประสงค์ของญี่ปุ่นจะใช้ไทยเป็นทางผ่านไปยังประเทศพม่าเท่านั้น รัฐบาลไทยจึงทำการทำสัญญาข้อตกลงเป็นฝ่ายพันธมิตรญี่ปุ่น ในขณะที่บางส่วนไม่เห็นด้วยและเชื่อว่าญี่ปุ่นจะยึดครองดินแดนไทยเหมือนกับดินแดนอื่นๆ บางส่วนจึงร่วมมือกับกองทัพอังกฤษและสหรัฐ ในชื่อว่า ฝ่ายเสรีไทย

สงครามโลกครั้งที่ 1 และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

   ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งประเทศในโลกที่เป็นมหาอำนาจมากที่สุดประเทศหนึ่ง มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งด้านเศรษฐกิจระดับโลกและสงครามที่มีมาตั้งแต่สมัยยุคแรกๆ อเมริกามีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามโลกถึง 2 ครั้ง คือ สงครามโลกครั้งที่ 1 และ สงครามโลกครั้งที่ 2 ยังไม่รวมสงครามอื่นๆมากมายที่ร่วมกับนานาประเทศอื่นๆ ในช่วงปี 1914 ถึง 1917 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้นระหว่างฝ่ายเยอรมัน นำโดยผู้ต่อต้านคนสำคัญ อดอฟย์ ฮิตเลอร์ สำหรับสหรัฐเองได้เข้าร่วมสงครามกับฝ่ายอังกฤษ ในฐานะเป็น ชาติสมทบ และเข้าร่วมเป็นฝ่ายสัมพันธ์มิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างเป็นทางการ ในช่วงระหว่างสงครามสหรัฐเผชิญกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง การผลิตต่างๆ ที่ต้องเดินทางโดยใช้เรือ ซึ่งการขนส่งก็ไปไม่ถึงเนื่องจากถูกโจมตี ทำให้ภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐตกต่ำมาก ประชาชนส่วนใหญ่ตกงานมากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ภาวะเศรษฐกิจนี้เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทตก ในปี 1929 อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วทั้งโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปซึ่งประสบความเสียหายจากภัยพิบัติของสงครามบูรณะฟื้นฟูประเทศ และระบอบเศรษฐกิจให้กลับเข้าสู่ปกติได้อย่างรวดเร็วหลังแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 1932 ซึ่งเขาได้เสนอข้อตกลงใหม่ แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจของตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทตก แต่ก็เป็นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในระยะเวลาสั้นๆ […]

ประวัติศาสตร์ของอเมริกา

   พื้นที่ของสหรัฐอเมริกาช่วงยุคแรกราวๆ 15,000 ปีก่อนนั้นย้ายมาตั้งถิ่นฐานจากเขตไซบีเรีย โดยข้ามมาจากฝั่งทะเลแบริง และมีการค้นพบวัฒนธรรมเก่าแก่ เช่น วัฒนรรมมิสซิสซิปปีก่อนโคลัมบัส มีวัฒนธรรม กสิกรรมที่ก้าวหน้ามากมาย จนกระทั่งมีการค้นพบว่าชนพื้นเมืองต่างๆนั้นประสบกับโรคหัดและฝีดาษ รุนแรง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ต่อมายุโรปได้เข้ามายึดอาณานิคมของชาวพื้นเมืองนั้น ในช่วงแรกๆที่ชาวยุโรปมาตั้งถิ่นฐานในอเมริกา เกิดการขาดแคลนอาหารอย่างหนักรวมถึงโรคระบาดต่างๆ อีกทั้งยังเกิดสงครามระหว่างยุโรปและชนพื้นเมืองอเมริกา ซึ่งในอเมริกามีชนพื้นเมืองหลากหลายชนเผ่าซึ่งในแต่ละเผ่ามีการแลกเปลี่ยนพวกอาหาร อาวุธ เครื่องนุ่งห่ม และการปลูกพืชไร่พวกข้าวโพด จนต่อมาราวปี 1492 สเปนได้ส่งคริสต์โตเฟอร์ โคลัมบัส ล่องเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมายังดินแดนอเมริกา หรือ โลกใหม่ หลังจากนั้นก็มีนักสำรวจมากมายเดินทางเข้ามายังดินแดนแห่งนี้ และเริ่มอพยพผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานตามที่ต่างๆของอเมริกา ในยุคแรกๆผู้อพยพที่ตั้งถิ่นฐานนั้นทำการเกษตรรายย่อย พวกพืชเศรษฐกิจเช่น ยาสูบ ข้าวเจ้า ข้าวสาลี และมีการเริ่มทำอุตสาหกรรมหนังสัตว์ การประมงและทำไม้ ทำให้เริ่มมีเศรษฐกิจที่เริ่มเติบโตและดีขึ้นในระดับหนึ่ง ต่อมาได้เริ่มผลิตเหล้ารัม และการผลิตอุปสงค์เหล็ก ทำให้เริ่มมีเมืองต่างๆก่อขึ้นมามากมาย ในขณะนั้นเริ่มมีการขนทาสเข้ามาในประเทศและทำเศรษฐกิจเพาะปลูกพืชซึ่งเริ่มต้นในช่วงปี 1500-1600 และเริ่มมีการขนส่งสินค้าต่างๆ และขยายตัวเมืองซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า อเมริกา เป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  

ความเป็นมาของประเทศอเมริกา

   ประเทศอเมริกา หรือ สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนทวีปอเมริกาเหนือเป็นประเทศที่ปกครองโดยสหพันธ์สาธารณรัฐแบบมีรัฐธรรมนูญ มีจำนวนทั้งสิ้น 50 รัฐในประเทศ อเมริกามีเนื้อที่ประมาณ 9.8 ล้านตารางกิโลเมตรมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก อีกทั้งยังมีสภาพอากาศและภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่  ดินแดนของสหรัฐกระจายอยู่ตามมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลแคริบเบียน ครอบคลุมเขตเวลาเก้าเขต ภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศและสัตว์ป่าของประเทศหลากหลายมาก ดินแดนของอเมริกา ถูกค้นพบครั้งแรกโดยนักเดินทางที่ชื่อว่า คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส โดยเขาได้เดินทางข้ามมหาสมุทรเพื่อสำรวจพื้นที่ของโลกซึ่งในขนาดนั้นมีความเชื่อว่าโลกมีลักษณะที่แบน และเมื่อเดินทางไปถึงสุดขอบมหาสมุทรจะพบกับน้ำตกขนาดยักษ์ที่กลืนกินเรือและผู้คน แต่ความจริงของคริสโตเฟอร์ ทำให้ความเชื่อนั้นเลือนหายไป คริสโตเฟอร์ เชื่อว่าโลกมีลักษณะที่กลม และการค้นพบแผ่นดินใหม่นี้นับว่าเป็นก้าวสำคัญของมนุษย์พื้นที่ในอเมริกาเหนือนั้นในช่วง 15,000 ปีก่อน ยังเป็นที่อยู่อาศัยของชาวพื้นเมืองที่อพยพมาจากยูเรเซีย และตั้งถิ่นฐานในพื้นที่นี้ นอกจากนี้ยังมีชาวอินเดียนตะวันตกตามชนเผ่าต่างๆที่อาศัยอยู่ในเขตทะเลทราย สหรัฐอเมริกาเกิดข้อพิพาทหลายอย่างในช่วงปี 1775 ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่างบริเตนใหญ่และอาณานิคม นำไปสู่สงครามที่กินเวลานานถึง 7 ปี สงครามยุติลงในปี 1783 โดยบริเตนใหญ่ประกาศอิสรภาพต่อจักรวรรดิอาณานิคมยุโรป ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 สหรัฐเริ่มขยายดินแดนมากขึ้นและขับไล่ชาวพื้นเมืองและซื้อดินแดนใหม่ ขยายเป็นรัฐต่างๆ ในปี 1848 และในครึ่งศตวรรษที่ 19 เกิดสงครามกลางเมืองนำไปสู่การยุติความเป็นทาสตามกฏหมายในประเทศ